นายวิบูลย์ กรมดิษฐ์ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่การตลาด บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การลงทุนภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะเริ่มฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัดในไตรมาส 3 นี้ หลังจากนโยบายการลงทุนของภาครัฐที่มีความชัดเจนมากขึ้นเป็นระยะ ส่งผลให้ขณะนี้มีนักลงทุนจากประเทศจีนและญี่ปุ่น ทยอยเข้ามาติดต่อเจรจาซื้อที่ดินอย่างต่อเนื่อง จากช่วง 7-8 เดือนที่ผ่านมา ยอดขายที่ดินยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำ เพราะความไม่สงบในประเทศ ทำให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ชะลอการลงทุนไปพอสมควร แต่ประเมินว่าทิศทางต่อจากนี้ จะฟื้นตัวเพิ่มขึ้น โดยคาดว่ายอดขายที่ดินในปลายปีน่าจะได้ถึง 1,000 ไร่สำหรับโอกาสในการเปิดประชาคมอาเซียน ประเมินว่าประเทศขนาดใหญ่อย่าง จีน จะเข้ามาทำการลงทุน ด้วยมูลค่าที่ค่อนข้างสูงโดยเฉพาะความสนใจด้านการขยายฐานการผลิต ซึ่งล่าสุด จีนได้วางงบประมาณสำหรับการลงทุนในต่างประเทศถึง 1 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ แบ่งออกเป็นงบประมาณลงทุนในอาเซียน 600,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ และที่ผ่านมาจีนได้ใช้งบลงทุนไปยังภูมิภาคอื่นแล้ว400,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ“ไทยเป็นประเทศที่มีจุดแข็งทางภูมิภาค และเป็นศูนย์กลางการค้าการลงทุน รวมทั้งการคมนาคม,วัตถุดิบและแรงงาน สามารถรองรับความต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาลควรมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจน เพื่อให้นักลงทุนตัดสินใจเข้ามาลงทุนได้สะดวกมากขึ้น รวมไปถึงกลุ่มผู้ประกอบการ ควรเสริมศักยภาพ ทั้งการบริหารจัดการองค์กร,การพัฒนาแรงงานฝีมือ และด้านภาษาเพื่อรับกับการเปิดเสรีทางการค้า และการติดต่อกับต่างชาติที่มากขึ้น”นอกจากนี้กลุ่มประเทศที่นักลงทุนกำลังจับตามอง และให้ความสนใจที่จะเข้าไปลงทุนในขณะนี้ จะเป็นประเทศในแถบเอเชีย เช่น ไทย,อินโดนีเซีย, ลาว, พม่า รวมไปถึงประเทศที่มีพรมแดนใกล้เคียงกัน อย่างรัสเซียด้วย เนื่องจากเป็นประเทศที่มูลค่าการลงทุนสูงและมีนโยบายที่จะขยายการลงทุนด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกับจีน
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : จีน-ญี่ปุ่น แห่ซื้อที่ดินนิคมอุตสาหกรรม
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจและการเงินเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ยังฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง จากความต้องการในประเทศ และภาคการท่องเที่ยวที่เริ่มดีขึ้น แต่ทั้งนี้ ด้านการใช้จ่ายในประเทศ ทั้งของภาครัฐ และเอกชนอ่อนแรงลงเล็กน้อย เมื่อเทียบช่วง 2-3 เดือนก่อนหน้านี้ ที่สถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายใหม่ ๆ โดยยอมรับว่า ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่เศรษฐกิจอาจจะขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ 1.5% หากภาครัฐเบิกจ่ายงบประมาณไม่ถึง 91.4% ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้"ปัจจัยบวกของเศรษฐกิจในปีนี้ ยังคงอยู่ที่การบริโภค รายได้ภาคการเกษตร และการจ้างงาน ที่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี แต่อาจจะไม่ใช่แรงส่งในลักษณะรูปตัววี (วีเชพ) อย่างที่คาดการณ์ไว้ คงฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่เหมือนช่วงที่ผ่านมา ที่การบริโภคมีปัจจัยเสริมชั่วคราว เช่น เทศกาลบอลโลก ส่วนการส่งออกที่เป็น 0% นั้น ธปท.ได้นำมารวมอยู่ในสมมติฐานจีดีพี 1.5% ไว้แล้ว"ทั้งนี้เดือน ส.ค. มีสัญญาณการบริโภคภาคเอกชนอ่อนแรง จากการใช้จ่ายในหมวดสินค้าไม่คงทนชะลอตัวลง เช่น อาหารและเครื่องดื่ม รวมถึงแรงกระตุ้นเศรษฐกิจ จากการใช้จ่ายภาครัฐแผ่วลง หลังรัฐใช้จ่ายมากขึ้นในช่วงก่อนหน้านั้น ดังนั้นการใช้จ่ายภาครัฐที่ลดลง ทั้งการซื้อสินค้าและบริการ และการลงทุนที่ยังทำได้ค่อนข้างช้า รายได้นำส่งลดลง สะท้อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวมที่ชะลอตัวในช่วงก่อนหน้านี้ และปัจจุบันยังอยู่ในระยะเริ่มต้นของการฟื้นตัวนางรุ่ง กล่าวว่า แม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจที่ออกมาโดยรวม ยังคงชะลอตัวลงทั้งภาคการส่งออก และการบริโภคที่ยังหดตัว แต่ธปท. เชื่อว่าจีดีพี ปีนี้ยังคงเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ 1.5% โดยจะมีแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง จากการเบิกจ่ายภาครัฐ ที่คาดว่าจะเบิกจ่ายได้ตามเป้าหมาย การใช้จ่ายของภาครัฐและเอกชน และการลงทุนจากภาครัฐและเอกชนด้วย แต่อย่างไรก็ดี มาตรการที่ออกมาขณะนี้ ยังไม่ได้ประเมินไว้ในจีดีพี ว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ เนื่องจากยังไม่เห็นมาตรการที่ออกมาเลย แต่เห็นว่ามาตรการดังกล่าว น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือมีผลในปีหน้ามากกว่าในปีนี้”ทั้งนี้ การส่งออกสินค้าโดยรวมยังคงอ่อนแอ โดยมูลค่าการส่งออกลดลง 6.6% อ่อนแอลงในเกือบทุกตลาด โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม ทั้งยานยนต์เครื่องใช้ไฟฟ้า ปิโตรเคมี ขณะที่การนำเข้าลดลง 8.3% เช่นกัน ด้านการลงทุนภาคเอกชนฟื้นตัวแบบไม่ต่อเนื่อง และยังไม่กระจายตัวไปในทุกภาค เพราะความต้องการโดยรวม ยังต่ำกว่าระดับปกติ อีกทั้งหลายอุตสาหกรรมยังมีกำลังการผลิตเพียงพอ หรือกำลังการผลิตยังอยู่ที่ 60.3% ส่วนความเชื่อมั่นภาคธุรกิจอยู่ที่ 49.1 และในอีก 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 55.1 โดยผู้ประกอบการต่างประเมินว่าภาวะธุรกิจโดยรวมว่าจะปรับดีขึ้นจากปัจจุบัน สะท้อนมุมมองว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ น่าจะชัดเจนขึ้นในระยะต่อไปโดยพบว่า ข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ 5 อันดับแรก ได้แก่ การปรับราคาสินค้าทำได้ยาก ต้นทุนการผลิตสูง ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ การแข่งขันที่รุนแรงจากตลาดในประเทศ และความต้องการจากตลาดในประเทศต่ำ ทั้งนี้ ในเดือนนี้สัดส่วนของผู้ประกอบการที่มีความกังวลเกี่ยวกับความต้องการจากตลาดในประเทศต่ำเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน สอดคล้องกับภาวะการใช้จ่ายในประเทศที่อ่อนแรงลงเล็กน้อยสำหรับเสถียรภาพในประเทศนั้น อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำ เงินเฟ้อลดลงเล็กน้อย ตามราคาอาหารสดและพลังงาน ส่วนเสถียรภาพต่างประเทศ ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล เล็กน้อย ที่ 239 ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากก่อนหน้านี้ที่ขาดดุล 864 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการนำเข้าที่ยังมีค่อนข้างน้อย ดุลเงินทุนเคลื่อนย้ายขาดดุล เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติขายพันธบัตรระยะสั้นเพื่อทำกำไร โดยมีเงินทุนไหลออกสุทธิ 1,033 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดือนก่อนที่มีเงินไหลเข้าสุทธิ 4,692 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ประกอบกับสถาบันการเงิน ชำระคืนเงินกู้ต่างประเทศระยะสั้น โดยรวมดุลการชำระเงินขาดดุล สัดส่วนเงินสำรองระหว่างประเทศต่อหนี้ระยะสั้นอยู่ในเกณฑ์มั่นคง
นายอารีพงษ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน เป็นประธาน ว่า ที่ประชุม กบง. มีมติเห็นชอบให้ปรับขึ้นราคาขายปลีกแอลพีจี ภาคขนส่ง และราคาก๊าซเอ็นจีวีเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นไปตามมติคณะรักษาความคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีผลวันที่ 1 ต.ค.นี้เป็นต้นไปโดยราคาก๊าซแอลพีจี ภาคขนส่ง ปรับขึ้น 0.62 บาทต่อกิโลกรัม จาก 21.38 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 22.00 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนราคาขายปลีกก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) สำหรับรถยนต์ส่วนบุคคลจะปรับขึ้น 1 บาทต่อกิโลกรัม จากเดิม 10.50 บาทต่อกิโลกรัม เป็น 11.50 บาทต่อกิโลกรัม และให้คงราคาขายปลีกเอ็นจีวี สำหรับรถโดยสารสาธารณะ เช่น รถแท็กซี่ รถโดยสารของบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) รวมทั้งรถร่วมบขส. และรถร่วม ขสมก. ไว้ที่ 8.50 บาทต่อกิโลกรัมเช่นเดิม เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนส่วนใหญ่การปรับราคาเอ็นจีวี และแอลพีจีครั้งนี้ จะช่วยให้ราคาสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น และลดการอุดหนุนราคาเอ็นจีวี จากบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เพื่อนำรายได้ไปขยายสถานีบริการเอ็นจีวี รวมถึงขยายท่อส่งก๊าซเพื่อให้บริการทั่วถึงทุกภูมิภาคมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีสถานีบริการเอ็นจีวี 497 สถานีทั่วประเทศเบื้องต้นจะเร่งดำเนินร่วมกับทางสมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ขยายสถานีบริการในพื้นที่ภาคกลาง และภาคอีสาน และจะขยายเพิ่มเติมในภาคอื่น ๆ ต่อไป เพื่อที่จะรองรับกับจำนวนรถที่ใช้ เอ็นจีวี ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 450,000 คันนอกจากนี้ ที่ประชุม กบง. เห็นชอบปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของน้ำมันดีเซลขึ้น 0.40 บาทต่อลิตร จากเดิมจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ สำหรับดีเซล 1.70 บาทต่อลิตร ปรับเป็นจัดเก็บ 2.10 บาทต่อลิตร โดยไม่มีผลต่อราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลแต่อย่างใด