นางอังคณาปิลันธน์โอวาท ไชยมนัสกรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.)เปิดเผยว่าไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ธนาคารยังคงเดินหน้าปล่อยสินเชื่อบ้านให้ได้ตามที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า120,000ล้านบาทซึ่งมั่นใจว่าจะได้ตามเป้าหมายที่วางไว้เนื่องจากกลุ่มลูกค้าธอส.ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มผู้ที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางที่มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยจริงแม้ว่าจะมีความวุ่นวายทางการเมืองที่รุนแรงขึ้นก็ตามประกอบกับร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศมูลค่า2ล้านล้านบาทและการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี)ปี58มีผลช่วยให้เมืองขยายตัวออกไปซึ่งเป็นการเพิ่มความต้องการด้านสินเชื่อที่อยู่อาศัยมากขึ้นตามไปด้วย โดยไตรมาส3ที่ผ่านมาธอส.ปล่อยสินเชื่อใหม่ได้แล้ว91,116ล้านบาทเพิ่มขึ้น 15,753ล้านบาทหรือ 20.90%มีสินเชื่อคงค้างรวม723,305ล้านบาทเพิ่มขึ้น 17,301ล้านบาทหรือ2.45%มีสินทรัพย์รวม759,091ล้านบาทเพิ่มขึ้น 23,095ล้านบาทหรือ 3.14%มีฐานเงินฝากรวม590,013ล้านบาทเพิ่มขึ้น 18,793ล้านบาทหรือ 3.29%ขณะเดียวกันยังลดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล)เหลือ48,506ล้านบาทคิดเป็น 6.71%ของยอดสินเชื่อรวมหรือลดลง10.85%ด้านทรัพย์สินรอการขาย(เอ็นพีเอ)คงเหลือ1,960ล้านบาทลดลง 17.32% ส่งผลให้มีกำไรสุทธิ6,225ล้านบาทจากตัวเลขผลการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าธนาคารยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องพร้อมกับมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยผ่านภาคอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ธนาคารได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อดำรงความเป็นผู้นำสินเชื่อด้านที่อยู่อาศัยในกลุ่มรายได้น้อยถึงปานกลาง โดยได้ปรับโครงสร้างองค์กรปรับกระบวนงานภายในให้คล่องตัวรวดเร็ว มุ่งพัฒนาสู่ความเป็นเลิศในการบริการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพื่อรองรับเออีซีด้วย “พ.ร.บ.เงินกู้ฯ2ล้านล้านบาทและการเข้าสู่เออีซีนั้นมีส่วนช่วยให้แนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปีหน้าเติบโตได้ดีขึ้นต่อเนื่องจากปีนี้ด้วยเนื่องจากสามารถเชื่อมโยงตลาดการค้าการลงทุนกระจายความเจริญสู่ภูมิภาคทั้งจังหวัดหัวเมืองหลักและหัวเมืองรองซึ่งบรรดาผู้ประกอบการต่างเริ่มลงทุนก่อสร้างโครงการที่อยู่อาศัยต่อเนื่องเพราะมองเห็นโอกาสที่จะเกิดขึ้นซึ่งมีส่วนช่วยสร้างความต้องการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้นตาม”
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ธอส.มั่นใจปล่อยสินเชื่อบ้านทะลุเป้าหมาย
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายธนวรรธน์พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์และเศรษฐกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่าดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือน พ.ย. 56 อยู่ที่75.0 ซึ่งเป็นการปรับลดลงเป็นเดือนที่ 8ติดต่อกัน และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 22 เดือน เนื่องจากความกังวลจากการชุมนุมทางการเมืองตลอดทั้งเดือนพ.ย.รวมถึงปริมาณนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง, ค่าครองชีพที่สูงและการชะลอตัวของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก “ในการสำรวจที่ผ่านมาประชาชนมีความกังวลว่าการชุมนุมจะเกิดความรุนแรงในอนาคตที่อาจจะเกิดขึ้นและกระทบต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจเห็นได้จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ปรับลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปี 56 จาก3.8-4.3% เหลือ 3.0% ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดจาก 3.7% เหลือ 3.0% และคาดว่าปี 57 จะขยายตัว 4% กว่าๆ จากที่เคยคาดการณ์ว่าจะขยายตัว 4.8% เป็นต้น” อย่างไรก็ตามจากเหตุการณ์การชุมนุมในช่วงวันที่3 ธ.ค.ที่กลุ่มผู้ชุมนุมสามารถเข้าไปในพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลกองบัญชาการตำรวจนครบาลมีการจับมือพูดจาทักทายกันระหว่างผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ต่อสู้กันมาหลายวัน ช่วยลดความตึงเครียดน่าจะทำให้ลดความวิตกกังวลจากทั้งต่างชาติ จากภาคธุรกิจลงได้ ดังนั้นเชื่อว่าหากไม่มีเหตุการณ์อะไรที่รุนแรงก็จะส่งให้เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวในต้นปี57 นายธนวรรธน์กล่าวว่า หากการชุมนุมจบลงด้วยดีเช่นนี้ คาดว่าจะเกิดความสูญเสียและกระทบต่อเศรษฐกิจประมาณ10,000 – 20,000 ล้านบาท โดยจำนวนนี้เป็นการกระทบต่อยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่หายไป80,000 -120,000 คนต่อเดือน หรือคิดเป็นมูลค่ารายได้ที่หายไป 7,000 -10,000ล้านบาท ส่งผลให้มีผลกระทบต่อจีดีพีประมาณ0.1-0.2% “หากสถานการณ์ทางการเมืองดีขึ้นเชื่อว่าในปี 57เศรษฐกิจไทยก็จะสามารถขยายตัวได้ดีขึ้นเช่นกันเนื่องจากจะมีเม็ดเงินจากโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท และ การบริหารจัดการน้ำ350,000 ล้านบาท แต่หากโครงการดังกล่าวไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะโครงการลงทุน 2ล้านล้านบาท สะดุดก็อาจทำให้เม็ดเงินหายจากระบบในปี 57 ประมาณ 100,000 ล้านบาทและจะส่งผลกระทบต่อจีดีพีในปีหน้าลดลง 0.5%” นายวชิร คูณทวีเทพผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่าดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม เดือน พ.ย.อยู่ที่ 65.0 ลดลงจาก 66.6เดือนต.ค. ลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 และต่ำสุดในรอบ 22 เดือนเช่นกัน ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำเท่ากับ 68.2 ลดจาก 69.4 เดือน ต.ค. ลดลงเป็นเดือนที่ 8 และต่ำสุดในรอบ 18 เดือนตั้งแต่ ส.ค. 55 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตเท่ากับ91.8 ลดจาก 93.7 เดือน ต.ค.ซึ่งลดลงเป็นเดือนที่ 8 และอยู่ต่ำกว่าระดับ 100เป็นเดือนที่ 6 และต่ำสุดในรอบ 24 เดือน นับตั้งแต่ ธ.ค. 54 สำหรับการที่ดัชนีปรับลดลงอย่างมากในเดือนพ.ย. เนื่องจากมีปัจจัยลบหลายปัจจัย ขณะที่ปัจจัยบวกมีแค่ 2 ปัจจัย ได้แก่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% เหลือ 2.25% และระดับราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกยังทรงตัวอยู่ที่ลิตรละ 29.99 บาท ส่วนดัชนีความเหมาะสมในการซื้อรถยนต์คันใหม่เดือนพ.ย.56 อยู่ที่ระดับ 100.5 ต่ำสุดในรอบ 14เดือน , ดัชนีความเหมาะสมในการซื้อบ้านหลังใหม่อยู่ท่ะดับ 66.9 ต่ำสุดในระอบ 89เดือน, ดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยว อยู่ระดับ 83ซึ่งต่ำสุดในรอบ 51 เดือน นับตั้งแต่เดือน ก.ย. 52 เป็นต้นมา ขณะที่ดัชนีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองอยู่ในระดับ55 ต่ำสุดในรอบ 30 เดือน นับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 54 เป็นต้นมาโดยกลุ่มตัวอย่างเห็นว่าในปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่มีสถานการณ์ทางการเมืองอยู่ในระดับดีโดยคาดหวังในสถานการณ์ทางการเมืองในช่วง 3 เดือนข้างหน้านั้นส่วนใหญ่มองว่าการเมืองในอนาคตยังมีความเสี่ยง อย่างไรก็ดี การสำรวจครั้งนี้เกิดขึ้นก่อนที่จะมีเหตุการณ์ความรุนแรงจากการชุมนุมในมหาวิทยาลัยรามคำแหงและการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในหลายจุด
นายธีรัตถ์ รัตนเสวี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม.ได้เห็นชอบให้รัฐบาลไทยซื้อหุ้นเพิ่มทุนเพิ่มเติมของบรรษัทประกันภัยต่อแห่งเอเชีย 6,822 หุ้น วงเงิน 6.822 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯหรือ 219 ล้านบาท เพื่อให้ครบ 10 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯ ตามสัดส่วนของประเทศไทยตามเจตนารมณ์เดิมตอนก่อตั้งบริษัทโดยให้ใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 57 งบกลางรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเพื่อดำเนินการ หลังจากบรรษัทดังกล่าวมีผลขาดทุนจากการจ่ายค่าสินไหมทดแทนจากเหตุการณ์อุทกภัยของไทยในปี 54 ทั้งนี้กระทรวงการคลัง รายงานว่า ผลจากเหตุการณ์น้ำท่วมประเทศไทยเมื่อปี54 ทำให้บรรษัทประสบภาวะขาดทุนอย่างมาก โดยประมาณการณ์ วันที่ 31 มี.ค.56 มีผลขาดทุน 8,405ล้านบาท ซึ่งบรรษัทได้จ่ายค่าสินไหมทดแทนไปแล้ววันที่ 31 พ.ค.56 จำนวน 274.6 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯหรือ 2,890 ล้านบาทและยังมีภาระที่ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้แก่บริษัทประกันภัยไทยอีก 89.8 ล้านดอลล่าร์สหรัฐ จากภาระดังกล่าวทำให้บรรษัทจำเป็นต้องเพิ่มทุนโดยขอให้ประเทศสมาชิก และสมาชิกสมทบการเพิ่มทุนเพื่อให้บรรษัทจ่ายค่าสินไหมทดทนและดำเนินการต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม การซื้อหุ้นเพิ่มทุนครั้งนี้มีความสำคัญมาก ต่อความสามารถในการจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้กับบริษัทประกันภัยไทยที่ทำประกันภัยต่อกับบรรษัทซึ่งบรรษัทยังมีภาระที่ต้องจ่ายค่าชดเชยสินไหมทดแทนให้กับบริษัทประกันภัยไทยอีกเกือบ90 ล้านดอลล่าร์สหรัฐฯจึงจำเป็นต้องเพิ่มทุน เพราะถ้าหากไม่ดำเนินการเชื่อว่าจะมีผลกระทบต่อเนื่องถึงประชาชน และผู้ประกอบการไทยที่ประสบความเสียหายจากน้ำท่วมเมื่อปี54 ในฐานะผู้เอาประกันอีกด้วย ขณะเดียวกันการเพิ่มทุนครั้งนี้ยังส่งผลดีต่อภาพลักษณ์ของประเทศไทย ที่แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่ารัฐบาลตั้งใจจะแก้ไขปัญหาฐานะทางการเงินของบรรษัท โดยการซื้อหุ้นเพิ่มทุนเพิ่มเติมให้ครบตามสัดส่วนของประเทศไทยซึ่งจะเป็นตัวอย่างให้ประเทศสมาชิกอื่นได้ปฏิบัติตามด้วย ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ได้จัดทำความเห็นประกอบการพิจารณาว่าในด้านของแหล่งเงินที่จะซื้อหุ้นเพิ่มทุนนั้น กระทรวงการคลังควรไปทำความตกลงกับสำนักงบประมาณในรายละเอียดต่างๆนอกจากนี้กระทรวงการคลังยังควรไปหารือกับประเทศสมาชิกที่เป็นผู้ถือหุ้นสามัญอื่นถึงแนวทางปรับโครงสร้างการถือหุ้นและรูปแบบการบริหารจัดการของบรรษัทให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่มีเอกชนดำเนินธุรกิจประเภทเดียวกันกับบรรษัทอยู่ทั้งในและต่างประเทศ