จากการที่ Electronic Platforms ที่ใช้ในการหาเสียงของ บารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาถูกแฮก โดยกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ใช้ชื่อว่า Syrian Electronic Army ทำให้ผู้ก่อการร้ายกลุ่มนี้เข้าถึงข้อมูลและบัญชีทวิตเตอร์ ที่ใช้ในการหาเสียงของโอบามา และเพื่อเป็นการประกาศศักดา กลุ่มผู้ก่อการร้ายนี้ได้ทำการเปลี่ยน URL ของลิงค์ทั้งหมดไปยังหน้าเว็บเพจของกลุ่ม ซึ่งแคมเปญหาเสียงของโอบามาไม่ใช่เหยื่อรายแรกของกลุ่มนี้ แต่บริษัทชั้นนำของอเมริกาอย่าง New York Times, Twitter, Huffington Post ก็เคยถูกจู่โจมโดยกลุ่มนี้เช่นกัน นายธีระ กนกกาญจนรัตน์ นักวิเคราะห์ด้านไอซีที บริษัท ฟรอสต์ แอนด์ ซัลลิแวน องค์กรให้คำปรึกษาและวิจัยระดับโลกได้ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า ในขณะที่ โซเชียล เน็ตเวิร์ค และ อี คอมเมิร์ช นับวันจะเติบโตมากขึ้น แต่อันตรายและความเสียหายจาก โจมตีทางไซเบอร์ หรือ Cyber Attack นั้นก็เพิ่มมากขึ้นเช่นกัน โดยในปี 2556 มีการประมาณมูลค่าความเสียหายทั่วโลกจากอาชญากรรมบนโลกไซเบอร์สูงถึง 2.9 ล้านล้านบาท ผลการสำรวจในปี 2555 แสดงให้เห็นว่า 1 ใน 3 ของบริษัทชั้นนำในประเทศไทยประสบปัญหาจาก Cyber Attack และ Internet Fraud รวมไปถึง แฮกกิ้ง ข้อมูลของหน่วยงานรัฐบาล แต่อย่างไรก็ตามการจู่โจมบนโลกไซเบอร์นั้นมากกว่า 80% มาจากการจู่โจมในระดับผู้ใช้ ซึ่งสามารถป้องกันได้ด้วยการฝึกอบรมและให้ข้อมูลแก่ผู้ใช้ไม่ว่าจะเป็นการป้องกัน อีเมล แอคเคาท์การเก็บรักษาพาสเวิร์ดและเข้าใช้โชเชียลมีเดีย รวมไปถึงการเก็บรักษาข้อมูลบัตรเครดิตสำหรับ อี-คอมเมิร์ช นายธีระ ยังได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า อาชญากรรมในโลกไซเบอร์ที่เรารู้เห็น ส่วนใหญ่เกิดในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาหรือ EU แต่ในความเป็นจริงแล้วกลุ่มที่ตกเป็นเป้าหมายหลักกลับเป็นกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาใน Emerging market ซึ่งมีอัตราการเติบโตของจำนวนไวเบอร์ แอทแทค และมูลค่าความเสียหายสูงกว่าในประเทศที่พัฒนาแล้ว “แม้ว่า การแก้ไขปัญหาแฮกเกอร์ นั้นค่อนข้างเป็นไปได้ยาก แต่ก็สามารถการป้องกันได้ โดยต้องทำทั้งจาก Top Down และ Bottom up โดยที่ภาครัฐและหน่วยงานของเอกชนที่มีความรับผิดชอบต่อข้อมูลของผู้บริโภคต้องมีมาตรการรักษาความปลอดภัยที่ชัดเจน และในขณะเดียวกันต้องใส่ใจในการช่วยเหลือผู้ใช้ในการปกป้องข้อมูลส่วนตัวด้วย ในขณะที่การรวมตัวของ โชเชียล มีเดีย แพลตฟอร์ม นั้นได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งใน Megatrends ของปี 2557 ดังนั้น คาดว่า การยกระดับไซเบอร์ ซิเคียวริตี้ จะกลายเป็นส่วนสำคัญในการลงทุนในกลุ่มธุรกิจ ไอซีทีอย่างแน่นอน” นายธีระกล่าว
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : ฟรอสต์ฯแนะวิธีป้องกันโจมตีทางไซเบอร์ หลังโอบามาแคมเปญถูกแฮ็ค
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















วันนี้ (29 ต.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ถึงบรรยากาศการเปิดรับยื่นเอกสารเพื่อเข้าร่วมประมูลช่องทีวีดิจิทัล 24 ช่อง วันที่ 2 ถือเป็นวันสุดท้ายในการเปิดยื่นเอกสาร หลังจากที่เปิดยื่นไปแล้วเมื่อวันที่ 28 ต.ค. โดยช่วงเช้าวันนี้ตั้งแต่เวลา 09.00 น. มีบริษัทเอกชนเข้ายื่นซองเอกสารแล้ว 9 บริษัท ประกอบด้วย บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด บริษัทในเครือเนชั่น และมายื่นซ่อมหลังจากเมื่อวันที่ 28 ต.ค.เอกสารไม่ครบทั้ง 3 ช่อง คือช่องเด็ก ช่องเอสดี และช่องข่าว บริษัท โมโน บรอดคาซท์ จำกัด และบริษัท โมโน เจนเนอเรชั่น จำกัด ในเครือบริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ยื่นช่องเอสดีกับช่องข่าว, บริษัท บางกอก มีเดีย แอนด์บรอดคาสติ้ง จำกัด ของตระกูลปราสาททองโอสถ ยื่นช่องเอสดีกับเอชดี, บริษัท สปริงนิวส์ เทเลวิชั่น จำกัด ยื่นช่องข่าว, บริษัท ทรู ดีทีที จำกัด ยื่นช่องเด็กกับเอสดี และบริษัท ไทยนิวส์เน็ตเวิร์ค ของเครือทรู ยื่นช่องข่าว ทั้งนี้ ช่องทีวีดิจิทัลประเภทความคมชัดมาตรฐานหรือสแตนดาร์ดเดฟฟิเนชั่นยังได้รับความสนใจที่จะเข้าประมูลมากที่สุดเช่นวานนี้ รองลงมาเป็นช่องข่าว และช่องเด็ก พ.อ.นที ศุกลรัตน์ รองประธาน กสทช.และประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) กล่าวว่า เมื่อรวมจำนวนบริษัทที่ยื่นซองช่วงเช้าวันนี้ (29 ต.ค.56) กับเมื่อวันที่ 28 ต.ค.56 รวมเป็น 29 บริษัท ซึ่งใกล้เคียงกับจำนวนบริษัทที่เข้าซื้อซองที่ 33 บริษัท เมื่อวันที่ 10-12ก.ย.56 ที่ผ่านมา ซึ่งสามารถเปิดประมูลได้ตามหลักเกณฑ์ของการประมูล สำหรับวันนี้จะเป็นขั้นตอนการรับเอกสารและตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารเช่นวันแรก หลังจากนั้นจะใช้เวลา 45 วันในการตรวจสอบความถูกต้องและคุณสมบัติของบริษัทที่จะมีสิทธ์เข้าร่วมประมูล “วันนี้ ถือเป็นวันสุดท้ายที่สำนักงาน กสทช.เปิดให้เอกชนที่สนใจเข้าร่วมประมูลทีวีดิจิทัล ยื่นเอกสารตั้งแต่เวลา 09.00 น. ซึ่งหากรวมวันที่ 28 ต.ค.จนถึงขณะนี้เวลา 11.30 น. มีเอกชนมายื่นซองแล้ว 29 บริษัท 40 ช่องรายการ ถือว่าเกือบครบทุกรายจากที่ซื้อเอกสาร 33 บริษัท 49 ช่อง” พ.อ.นที กล่าว ทั้งนี้ หากพิจารณาจำนวนผู้ยื่นเอกสาร ใน 4 กลุ่มช่องรายการถือว่าเกินกว่าเกณฑ์ที่กสทช.กำหนด เพื่อให้การประมูลแต่ละกลุ่มเกิดขึ้นได้ ประกอบด้วย ช่องรายการเด็กเยาวชน กสทช.กำหนดให้มี 3 ช่อง มีผู้ยื่นประมูลอย่างน้อย 6 ราย, ช่องรายการข่าว กำหนดให้มี 7 ช่อง มีผู้ยื่นประมูลอย่างน้อย 10 ช่องรายการทั่วไป ความคมชัดปกติ หรือ สแตนดาร์ต เดฟ กำหนดให้มี 7 ช่อง มีผู้ยื่นประมูลอย่างน้อย 16 ราย มากที่สุดของทุกกลุ่ม และช่องความคมชัดสูง หรือ ไฮดิฟฟิเนชั่น กำหนดให้มี 7 ช่อง มีผู้ยื่นประมูลแล้ว 8 ราย สำหรับการตรวจสอบคุณสมบัติ หากไม่มีปัญหาคาดว่าจะจัดประมูลได้ภายในปลายปีนี้ตามกำหนด ส่วนรูปแบบการประมูล กสทช.กำหนดให้เริ่มประมูล ช่องรายการทั่วไป (เอชดี) เป็นกลุ่มแรก ตามด้วย กลุ่มช่องรายการทั่วไป (เอสดี), ช่องรายการข่าว และช่องเด็ก
“การีน่า ประเทศไทย” ประกาศเตรียมรุกตลาดเกมออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟน คาดปี 56 รายได้โตพรวด 300% จากปีก่อน พร้อมตั้งเป้าปี 57 โตอีก 150% เตรียมเปิดตัวเกมใหม่เพิ่ม ต่อยอดสู่ธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ นายสกลกรย์ สระกวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท การีน่า ออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดเกมออนไลน์ มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีตลาดเกมออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟนเข้ามาเป็นกลไกกระตุ้นตลาด ซึ่งถือเป็นตลาดใหม่ที่ผู้ให้บริการเกมออนไลน์เล็งเห็นถึงโอกาส ทางการีน่าก็เช่นกันในอนาคต มีแนวความคิดจะนำเกมออนไลน์ผ่านสมาร์ทโฟน มาให้บริการเช่นเดียวกัน โดยปัจจุบันบริษัทได้เปิดให้บริการอยู่ 4 เกม คือ ฮีโร่ ออฟ นิว เอิร์ธ, ลีค ออฟ ลีเจนท์, พอยท์ แบลงค์ และฟีฟ่า ออนไลน์ 3 ซึ่งแต่ละเกมก็ได้รับความนิยมทั้งในประเทศและต่างประเทศ จนนำไปสู่การแข่งขันอี-สปอร์ตที่มีเงินรางวัลจำนวนมากให้กับเกมเมอร์ “ ในปี 2556 บริษัทตั้งเป้ารายได้ไว้ที่ 1,200 ล้านบาท เติบโตจากปีที่แล้ว 300 % และคาดว่าในปี 2557 จะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นมากกว่า 150% เนื่องจากคอนเทนต์ของบริษัทมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งยังคงเน้นเกมแนวแข่งขันเหมือนเดิม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเกมแนวอื่น ๆ จะไม่นำเข้ามา ซึ่งทางเรากำลังศึกษารอดูตลาดอยู่ จุดแข็งของบริษัท คือสามารถนำเกมออนไลน์ระดับโลก มาให้บริการในประเทศไทยได้ง่ายกว่าผู้บริการรายอื่น ๆ เนื่องจากการซื้อลิขสิทธิ์ทั่วทั้งโซนอาเซียนทำให้สามารถต่อรองราคา กับทางผู้พัฒนาต่าง ประเทศได้” นายสกลกรย์ กล่าวต่อว่า เป้าหมายทางธุรกิจในอีก 3-5 ปี มองว่าธุรกิจเกมออนไลน์ เป็นธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเม้นท์อย่างหนึ่ง และบริษัทจะต่อยอดไปในธุรกิจนี้มากขึ้น ซึ่งล่าสุดได้เปิดตัวโปรแกรมทอล์ค ทอล์ค (Talk Talk) ซึ่งเป็นโปรแกรมพูดคุยผ่านเสียง และวิดีโอ ที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นขณะนี้ โดยการใช้งานจะมีการเปิดห้องพูดคุยกันผ่านเสียง และมีดีเจ ถือเป็นเครื่องมือสื่อสารชนิดหนึ่ง คล้าย ๆ เอ็มเอสเอ็นในอดีต.