นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะสังคมในไตรมาสที่ 3 ของปี 56 ว่า สถานการณ์การจ้างงานในไตรมาสที่ 3 นี้ ลดลง 1.2% โดยลดลงทั้งด้านภาคเกษตรและนอกภาคการเกษตร ขณะที่อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นเป็น 0.77% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้เกิดการว่างงานทั้งผู้ที่เคยทำงานมาก่อน และผู้ที่ไม่เคยทำงานมาก่อน ซึ่งจำเป็นต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่มีผลต่อบรรยากาศการลงทุน ที่อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการชะลอการขยายตำแหน่งงาน นอกจากนี้ยังต้องติดตามการขาดแคลนแรงงานระดับล่างในสาขาก่อสร้าง แม้ว่าขณะนี้ได้ทำข้อตกลงเพื่อนำเข้าแรงงานต่างชาติจากประเทศเพื่อนบ้านมาทำงาน แต่กระบวนการนำเข้าแรงงานต่างด้าวต้องใช้เวลาอย่างต่ำ 2 เดือน รวมถึงเงื่อนไขการเคลื่อนย้ายแรงงานต่างชาติระหว่างพื้นที่ ที่ต้องจดทะเบียนใหม่และมีค่าใช้จ่ายทำให้เป็นข้อจำกัดต่อการดำเนินงานของธุรกิจ ซึ่งเป็นข้อจำกัดและทำให้ปัญหาขาดแคลนแรงงานระดับล่างยังมีต่อเนื่องและเป็นปัญหามากขึ้น ซึ่งต้องมีการบริหารจัดการทั้งการวางแผนล่วงหน้าในการนำเข้าแรงงานต่างชาติและสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีแทนการใช้แรงงาน นางชุตินาฏ วงศ์สุบรรณ รองเลขาธิการ สศช.กล่าวว่า สศช.ยังได้จัดทำเรื่องเด่นประจำฉบับเรื่องผู้มีรายได้น้อยในเขตเมือง: การปรับตัวต่อภาวะค่าครองชีพ ซึ่งพบว่าในเดือนต.ค.ผู้มีรายได้น้อยในเขตเมืองมากกว่า 3 ใน 4 ได้รับผลกระทบเรื่องรายได้และรายจ่าย ขณะที่เกือบครึ่งหนึ่งมีรายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่าย และพบว่า 3 ใน 5 ของประชากรตัวอย่างมีหนี้สิน โดยมีหนี้สินเฉลี่ย 149,229 บาท และยังมีภาระต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ลี่ย 31.32%ต่อปี และเป็นการกู้เงินจากสถาบันการเงิน 65% ขณะที่เป็นการกู้นอกระบบ 17% นอกจากนี้ยังพบว่าผู้มีรายได้น้อยในกรุงเทพฯ มีสัดส่วนการกู้เงินนอกระบบหรือจากเพื่อนหรือญาติในสัดส่วนที่สูงกว่าผู้มีรายได้น้อยในภูมิภาค ซึ่งมีความได้เปรียบจากการมีที่อยู่อาศัยหรือที่ดินเป็นหลักทรัพย์ค้ าประกัน และด้วยข้อจำกัดด้านหลักทรัพย์นี้ทำให้ผู้มีรายได้น้อยในกรุงเทพฯ ต้องเสียอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราที่สูงกว่าเท่ากับ 59.45% ต่อปี ขณะที่ในภูมิภาคจ่ายดอกเบี้ยในอัตราเฉลี่ย 27.76% ต่อปี ขณะที่ด้านการทำงานและด้านสังคม พบว่ากลุ่มตัวอย่างกว่าครึ่งได้รับผลกระทบด้านการทำงาน และส่งผลทำให้ต้องออกจากงาน 6.3% รวมถึงมีความเครียดเพิ่มขึ้น ขณะที่ 1ใน 5 เห็นว่าผลกระทบจากค่าครองชีพทำให้มีปัญหาอาชญากรรมในชุมชนมากขึ้น
ขอขอบคุณแหล่งที่มา : สศช.รับเศรษฐกิจไม่ดีอัตราว่างงานเพิ่ม
Posts related
- ธุรกิจน้ำดื่มใสสะอาด เพราะชีวิตขาดน้ำไม่ได้!
- ธุรกิจเสื้อผ้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจส่งออกสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านดอกไม้กับความรัก ความยินดี และ ความสดชื่นของชีวิต
- ธุรกิจโรงแรมรีสอร์ทที่พัก ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- ธุรกิจร้านกาแฟ คุณคิดว่าคนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำ จะมีสักกี่วันที่หยุดดื่ม? น่าลองขายนะ!
- ธุรกิจซักอบรีด รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจค้าปลีกสินค้า ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจร้านเบเกอรี่ รูปแบบไหนดีที่สุด?
- ธุรกิจขายส่งสินค้า ดีไม?ดียังไง? ปัจจุบันมีกี่รูปแบบ?
- อาชีพเสริมรายได้เสริม เมื่อมีรายได้หลายทางย่อมดีกว่ารายได้ทางเดียว
- 10 อาชีพเสริมที่น่าสนใจ
- อาชีพเสริม ถ้าไม่เริ่มทำตอนนี้แล้วจะรวยตอนไหน?
- ธุรกิจสปา ดีไม?ดียังไง?
- ธุรกิจคาร์แคร์ ดีไม?ดียังไง?
- 6 รูปแบบธุรกิจออนไลน์ที่ใครก็ทำได้ง่ายๆ
- 5 Trendsของยุค2020ที่จะนำไปสู่ธุรกิจชั้นนำที่น่าสนใจ
- แบบทดสอบประเมินตัวคุณเป็นยังไงและควรจะทำธุรกิจแนวไหนดี
- ความแตกต่างระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับอาชีพอื่นๆ
- จะเริ่มต้นขายของออนไลน์ได้อย่างไร
- 5 ขั้นตอนการเริ่มต้นเปิดร้านค้าออนไลน์
- เทคนิคในการเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ
- ทำไมต้องธุรกิจแฟรนไชส์ ดียังไง
- 5 เทคนิคควรรู้ก่อนตั้งชื่อธุรกิจออนไลน์
- 5 สิ่งที่ต้องห้ามเมื่่ออยากทำธุรกิจส่วนตัว
- 7 เทคนิคพื้นฐานสร้างธุรกิจSMEให้รอด
- จะเริ่มต้นธุรกิจส่วนตัวยังไงเริ่มจากไหนดี?
- ทำไมจะต้องทำธุรกิจส่วนตัว?
- ความรู้เบื้องต้นความหมายธุรกิจSMEs















นายจิรบูลย์ วิทยสิงห์ ประธานกิตติมศักดิ์สมาคมของขวัญของชำร่วยและของตกแต่งบ้าน เปิดเผยว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมในประเทศปีนี้น่าจะเติบโตน้อยน้อยที่สุดในรอบ 3 ปี หรือโตเพียง 8% ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 15% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชน และทำให้ไม่มีอารมณ์จับจ่ายใช้สอย ขณะเดียวกันช่วงเวลาการจับจ่ายสินค้าปลายปีเหลือเพียงหนึ่งเดือน ซึ่งเป็นระยะสั้นเกินกว่าจะมีปัจจัยใดเข้ามากระตุ้นได้ “ตอนแรกที่มีปัญหาเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว ยังคาดว่าตลาดอาจเติบโตได้ถึง 10% แต่เมื่อมีปัญหาทางการเมืองมากระทบทำให้การเติบโตตกลงอีก ซึ่งสมาคมฯ คาดว่าหากปัญหาการเมืองยุติลงได้ในกลางเดือน พ.ย. นี้ ตลาดอาจยังโตถึง 10% ได้ แต่ขณะนี้ สถานการณ์กลับยืดเยื้อ ซึ่งเกินเยียวยาแล้ว เพราะเหลือเพียงเดือนกว่าก็จะหมดปี ทั้งที่ปกติคนจะเริ่มซื้อของขวัญตั้งแต่ต.ค. แต่จนถึงขณะนี้ตัวเลขที่เขามาก็ยังไม่เพิ่มขึ้นเลย” ทั้งนี้อุตสาหกรรมของขวัญของชำร่วยและของตกแต่งบ้าน มีลูกค้า 3 ประเภท ได้แก่ ลูกค้าในประเทศ ลูกค้าต่างชาติ-นักท่องเที่ยว และลูกค้าองค์กร ซึ่งลูกค้าในประเทศเป็นกลุ่มหลักที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมืองและเศรษฐกิจครั้งนี้ อย่างไรก็ดีปัจจัยบวกจากภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวสูง ทำให้รายได้จากลูกค้าชาวต่างชาติเติบโตเพิ่มขึ้น ซึ่งเข้ามาชดเชยรายได้ส่วนที่ลดลง และคงอัตราเติบโตของอุตสาหกรรมเอาไว้ได้ ขณะที่การค้าในเขตชายแดนก็เติบโตดีเช่นกัน โดยเฉพาะบริเวณพื้นที่ติดกับประเทศลาว พม่าและกัมพูชา โดยรายได้ส่วนนี้เติบโตสูงที่สุดถึง 50% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ทั้งนี้เพราะสินค้าไทยมีเอกลักษณ์ และรูปแบบ ที่สวยงาม จึงเป็นจุดเด่นที่ครองใจชาวต่างชาติ สำหรับลูกค้าองค์กร ซึ่งจะสั่งทำสินค้าพิเศษ หรือกระเช้าของขวัญเพื่อมอบให้แก่ลูกค้า ก็เติบโตลดลงเช่นกัน เพราะหลายบริษัทต้องการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง ทำให้ภาพรวมยอดการสั่งซื้อสินค้าปีนี้ลดลงถึง 10% และบางบริษัทยอดการสั่งซื้อลดลงถึง 30% ทั้งหากมองในแง่ดี คาดว่าปีหน้ารายได้จากกลุ่มลูกค้าองค์กรจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่องจากปีนี้ ทำให้ธุรกิจที่แข่งขันสูง หันมาให้กระเช้าของขวัญสร้างความประทับใจแก่ลูกค้า เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่องค์กรมากขึ้น “การที่หลายห้างออกมาพูดว่าตลาดกระเช้าปีนี้จะคึกคัก ก็เข้าใจว่าเป็นการช่วยกันสร้างบรรยากาศการจับจ่าย แต่หากมองในแง่ตัวเลขแล้ว ไม่สามารถโกหกได้ ต้องยอมรับว่าสถานการณ์มันแย่จริงๆ แต่นอกจากเพราะพิษเศรษฐกิจแล้ว เทรนของโลกที่เริ่มเปลี่ยนก็มีส่วนให้กระเช้าได้รับความนิยมลดลง เพราะคนเริ่มหันมาให้สินค้าโอทอป หรือ สินค้าประหยัดพลังงานกันมากขึ้น” ด้านสินค้าที่คาดว่าจะได้รับความนิยมซื้อไปเป็นของขวัญในปีนี้คือสินค้าในกลุ่มรักษ์โลก 4 กลุ่ม ได้แก่ สินค้าที่ทำจากวัตถุดิบธรรมชาติและปลอดสารเคมี สินค้ากรีนโปรดักส์ หรือสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สินค้าที่ผลิตจากวัตถุดิบรีไซเคิล และสินค้าประหยัดพลังงาน ซึ่งกระแสนี้เริ่มต้นจากประเทศสหรัฐอเมริกา และได้รับความนิยมมากว่า 5 ปีแล้ว ทั้งนี้จึงเชื่อว่ากลุ่มสินค้าข้างต้นจะยังได้รับความนิยมในไทยต่อไปอีกระยะหนึ่งเช่นกัน ส่วนสินค้าที่ไม่ได้รับความนิยมแล้วในขณะนี้ได้แก่ กระเช้าเครื่องดื่มแอลกอล์ฮอล์ กระเช้าผักสด สินค้าเครื่องหนัง อาทิ กระเป๋าใส่เหรียญ และอุปกรณ์ตกแต่งโทรศัพท์มือถือ อาทิ สายห้อย หรือ สายคล้องคอ ด้านพฤติกรรมการเลือกซื้อของขวัญตามช่วงอายุแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวัยรุ่น จะพิจารณาสินค้าที่อยู่ในกระแส อาทิ สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าแบรนด์เนม และสินค้านำเข้า โดยสินค้าจากประเทศจีนได้รับความนิยมสูงที่สุด กลุ่มวัยทำงาน จะพิจารณาสินค้าตามลักษณะการใช้ชีวิต และกลุ่มผู้ใหญ่และผู้สูงวัย จะพิจารณาสินค้าที่คาดว่าผู้รับจะสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน โดยอาหารและของทานเล่นได้รับความนิยมสูงที่สุด
ว่าที่ร.อ.จิตร์ ศิรธรานนท์ ประธานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ภาคกลาง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้รับรายงานว่ามีชาวนาในภาคกลางเริ่มทะยอยนำใบประทวนจากโครงการรับจำนำข้าวฤดูกาลผลิต 56/57 ไปจำนำหรือไปขายให้กับผู้ประกอบการโรงสี หรือ เจ้าแม่เงินกู้นอกระบบในราคาตันละ 8,000 – 9,000 บาท เนื่องจากหลายรายที่นำข้าวเข้าโครงการรับจำนำ ยังไม่ได้รับเงินจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทั้ง ๆ ที่ชาวนานำข้าวไปจำนำตามขั้นตอนปกติ ดังนั้นต้องการให้รัฐบาลเร่งกลไกที่เกี่ยวข้องจ่ายเงินให้ชาวนาเพื่อลดความเดือดร้อน ทั้งนี้ยอมรับว่าชาวนาส่วนใหญ่ต้องการเงินด่วนเพื่อมาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว และเร่งจ่ายหนี้เงินกู้ทั้งในและนอกระบบ โดยเฉพาะเงินกู้เงินนอกระบบที่คิดดอกเบี้ยเป็นรายเดือนในอัตราที่สูง หากยิ่งนำเงินไปชำระล่าช้าก็จะต้องจ่ายดอกเบี้ยเป็นจำนวนมหาศาล “ชาวนาต้องมีภาระเรื่องของเจ้าของที่นาทวงค่าเช่าที่นา ค่าปุ๋ย ค่าทำนา และค่าดอกเบี้ย โดยเฉพาะเรื่องของเงินกู้นอกระบบที่มีดอกเบี้ยสูง ดังนั้นจึงนำไปขายใบประทวนกับเจ้าของเงินกู้นอกระบบที่ตนเองกู้มาเพื่อต้องการตัดปัญหาดอกเบี้ยที่แพง ส่วนผู้ที่กู้ ธ.ก.ส. ก็คงเดือดร้อนน้อยกว่าคนกู้นอกระบบ” ว่าที่ร.อ.จิตร์ กล่าวว่า โครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลมีหลายฝ่ายออกมาเสนอแนะว่าเป็นโครงการที่สร้างภาระงบประมาณแก่ประเทศชาติ และยังเป็นการทำลายวงการข้าวของไทยทั้งต้นน้ำถึงปลายน้ำ แต่เมื่อรัฐบาลตัดสินใจเดินหน้าแล้ว ต้องเร่งหาเงินมาจ่ายให้ชาวนาที่นำข้าวเข้าโครงการรับจำนำโดยเร็วไม่ว่าด้วยวิธีใด ทั้งการกู้หรือการใช้งบประมาณ เพราะหากวงเงินไม่ถึงชาวนาก็จะกระตุ้นเศรษฐกิจของภาคกลางได้ลำบาก “ในไตรมาส 4 นี้ เศรษฐกิจของภาคกลางยังชะลอตัว ซึ่งนอกจากการวิตกเรื่องของสถานการณ์ทางการเมืองแล้ว ยังพบว่า โครงการรับจำนำข้าวซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของภาคกลางยังไม่สามารถทำงานได้ เพราะชาวนาส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับเงินครบตามจำนวนได้นำข้าวไปจำนำไว้ เนื่องจากรัฐบาลประสบปัญหาเรื่องของเงินและส่วนหนึ่งคงรอเงินจากการขายข้าวของกระทรวงพาณิชย์” ด้านนายยรรยง พวงราช รมช.พาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่เกษตรกรยังไม่ได้เงินในโครงการรับจำนำข้าวนั้นเป็นเรื่องของ ธ.ก.ส. ที่ไม่จ่ายเงินตามกำหนดเวลา ซึ่งต้องไปสอบถาม ธ.ก.ส. ถึงสาเหตุการหยุดจ่ายเงิน เนื่องจากไม่ใช่หน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์ที่ดูแลเรื่องการจ่ายเงินให้กับเกษตรกรที่นำข้าวมาเข้าร่วมโครงการ ขณะนี้ได้มีการประชุมเชิงปฎิบัติการ ตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้า (เอเฟท) ซึ่งคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า หรือ ก.ส.ล. จะเร่งรัดพัฒนาให้การซื้อขายเกษตรล่วงหน้า หรือ เอเฟท เพื่อให้เป็นเครื่องมือ และเป็นแนวทางแก่ผู้ที่เกี่ยวข้องมาซื้อสินค้าเกษตร โดยที่ผ่านมาการขายข้าวในตลาดเอเฟทอาจจะแผ่วลงไปบ้าง แต่ก็เคยประสบความสำเร็จในการขายยางพารา จึงจำเป้นต้องมาหารือ เพื่อหาแนวทางให้ระบายข้าวในช่งทางนี้เพิ่มมากขึ้น